ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ผู้จัดการมรดก

ผู้จัดการมรดก


ยายผู้เป็นเจ้าของที่ดินและเสียชีวิตแล้วไม่ได้ทำพินัยกรรมแต่บอกปากเปล่าว่ายกให้แม่ผม แล้วแม่ผมก็เสียชีวิตแล้วโดยโฉนดที่ดินนั้นอยู่กับผม และพี่น้องของแม่ซึ่งเป็นลูกของยายบ้างก็เสียชีวิต บ้างก็ไม่สามารถติดต่อได้ เท่าทีติดต่อได้มีอยู่แค่ 2คน ถ้าผมจะขอเป็นผู้จัดการมรดก จะทำได้ไหม ถ้าได้ควรทำอย่างไร



ผู้ตั้งกระทู้ Chatchai :: วันที่ลงประกาศ 2007-07-31 13:34:01 IP : 129.253.237.17


[1]

ความเห็นที่ 1 (1082950)

1. บุคลใดตายมรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท

1. ทายาทมี 6 ลำดับคือ

1.1 ผู้สืบสันดาน (คือลูกของเจ้ามรดกหรือลูกของลูก)

1.2 พ่อแม่ของเจ้ามรดก

1.3 พี่น้องร่วมบิดามาร (ลูกเกิดจากพ่อแม่เดียวกัน)

1.4 พี่น้องร่วมแต่บิดาหรือมารดา

(ลูกคนละพ่อ หรือคนละแม่)

1.5  ปู่ย่าตายาย

1.6 ลุงป้า น้าอา

2.   ถ้าขณะตายมีลูก และมีพ่อแม่ของผู้ตาย

ทุกคนได้ส่วนเท่ากัน

3. ยายตายไม่ทำพินัยกรรม ทรัพย์สินทั้งหมดตกแก่ทายาทของผู้ตายทุกคน แต่ทายาทลำดับที่ 1 และ 2 ตัดทายาทลำดับ 3- 4 - 5 - 6

3.1 ยายไม่มีพ่อแม่ ก็ตกแก่ลูกของยายทุกคนรวมทั้งมารดาของผู้ถามด้วย โดยได้ส่วนแบ่งเท่ากันทุกคน

3.2 การให้ปากเปล่าไม่ผลตามกฎหมาย

3.3 ลูกของยายที่ตายแล้วถ้ามีลูกก็มีสิทธิในมรดกเช่นกัน

4. มารดาผู้ถามเสียชีวิตแล้วผู้ถามก็ได้ส่วนของมารดาตามส่วนที่ลูกของยายทุกคนยังมีชีวิตอยู่หรือลูกของผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้ตายได้

5. โฉนดที่ดินจะอยู่กับใครไม่ใช่ประเด็นสำคัญในทางกฎหมาย แต่สิทธิในการรับมรดกของยายมีใครบ้าง ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่สืบหา

 

6. ทายาทโดยธรรม(ลูกของยาย หรือลูกของลูกเช่นผู้ถาม มีส่วนได้เสียย่อมร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ แต่ทายาอื่นอาจคัดค้านได้ด้วย หรือจะเป็นผู้จัดการมรดกร่วมก็ได้

7. ทายาทที่ติดต่อไม่ได้อย่างน้อยต้องมีทะเบียนบ้านโดยตรวจสอบที่สำนักงานเขตได้ต้องแจ้งให้ทุกคนทราบหากสุดวิสัยจะติดต่อต้องประกาศหนังสือพิมพ์เพื่อให้ครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

8. การเป็นผู้จัดการมรดกต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ผู้ตายมีทะเบียนบ้านครั้งสุดท้าย มีเขตอำนาจศาล ติดต่อให้ทนายความใกล้บ้านดำเนินการให้ดีที่สุด

ผู้แสดงความคิดเห็น ลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-01 14:47:50 IP : 61.90.192.134


ความเห็นที่ 2 (1085240)
ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากไปได้  ยื่นคำร้องได้เลยสิทธิมี  ประกาศนสพ.แล้วก็มีผลทางกฎหมายเหมือนกัน
ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายนนฯ วันที่ตอบ 2007-08-03 21:23:38 IP : 124.121.108.4


ความเห็นที่ 3 (1102715)

การที่โฉนดที่ดินอยู่กับทายาทคนใดคนหนึ่งโดยทรัพย์มรดกยังไม่ได้ถูกแบ่ง

----------------------------------------------------------------------------------------

 

          โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 17212 รายการจดทะเบียน จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายคง รายการจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคงโอนมรดกเป็นของจำเลยที่ 1  และรายการจดทะเบียนจำนองในใบแทนโฉนดที่ดิน และจำนองเพิ่มวงเงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 12:38:25 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 4 (1102737)

คำให้การจำเลยที่ 1

-------------------------

จำเลยที่ 1 ให้การว่า  จำเลยที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคงเป็นไปโดยความยินยอมของโจทก์และทายาทของนายคงทุกคน ส่วนการนำที่ดินไปจำนองแก่จำเลยที่ 2 ก็เพื่อจะนำเงินมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ขอให้ยกฟ้อง

 

คำให้การจำเลยที่ 2

------------------------

 

จำเลยที่ 2 ให้การว่า  จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 กู้ยิมเงิน 2.2000.00 บาท โดยรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตเพื่อต้องการดอกเบี้ย จำเลยที่  2 เป็นบุคคลภายนอกและจดทะเบียนโดยสุจริต ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

 

คำให้การจำเลยที่ 3

-----------------------

 

จำเลยที่ 3 ให้การว่า การออกใบแทนโฉนดที่ดิน รายการจดทะเบียนจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายคง รายการโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 รายการจดทะเบียนจำนองและจำนองเพิ่มวงเงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดำเนินการไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกหลังจากจดทะเบียนดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ก็มิใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ ที่จะเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินและเพิกถอนรายการจดทะเบียนตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 12:49:01 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 5 (1102743)

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 17212 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และให้เพิกถอนรายการตจดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ตามรายการจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินลงวันที่ 10 เมษายน 2540 เพิกถอนรายการจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 1 ฐานะผู้จัดการมรดกโอนเป็นของบจำเลยที่ 1 ตามรายการจดทะเบียนวันที่ 11 เมษายน 2540 เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและจำนองเพิ่มวงเงินในใบแทนโฉนดที่ดินระหว่างจำเลยที่ กับจำเลยที่ 2 ตามรายการจดทะเบียนวันที่ 11 เมษายน 2540 และวันที่ 23 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง  (จำเลยที่ 3 เป็นสำนักงานที่ดิน--ทนายลีนนท์)

 

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 12:56:11 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 6 (1102756)

         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...." ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขทึ่ 17212 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น  จังหวัดขอนแก่น เป็นของนายคง นายคงทำพินัยกรรมตามสำเนาเอกสารหมาย จ. 5 ยกให้แก่โจทก์ นางสาวทองหล่ำ และนายสมพงษ์ ซึ่งเป็นบุตร นายคงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2520 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรนายคงเช่นกัน ฟ้องโจทก์กับพวกขอแบ่งมรดก ศาลชั้นต้นฟังว่านายคง พินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ทายาทตามพินัยกรรม พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยที่ 1 ร้องต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคง ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก จากนั้นแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายคงสูญหาย แล้วนำหลักฐานไปขอใบแทนโฉนดที่ดิน เมื่อได้ใบแทนโฉนดที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของตนเองเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 แล้วในวันเดียวกันได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทราบเรื่องได้ร้องขอให้ถอนการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 และร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งความเท็จ  ศาลชั้นต้นถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกนายคง   จำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลแขวงขอนแก่นลงโทษจำคุก 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน

         

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 13:12:43 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 7 (1102771)

          มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า สัญญาจำนองผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 143/2521 ที่จำเลยที่ 1 กับพวกฟ้องโจทก์กับพวกเรียกทรัพย์มรดกของนายคง ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.6  โจทก์ให้การต่อสู้คดีว่านายคงทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์กับพวก ตามนสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 ถูกตัดมิให้รับมรดก ศาลชั้นต้นฟังว่านายคง ทำพินัยกรรม ตามเอกสารหมาย จ.5 จริง เท่ากับตัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดก ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน คดีถึงที่สุด และศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2537 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.8 คำพิพากษาผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิรับมรดกของนายคง แต่ไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคง ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3101/2539 จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1  เป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าการร้องขอและการนำสืบพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยไม่สุจริตปกปิดข้อเท็จจริง ทำให้ศาลตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกโดยหลงผิด และเมื่อได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้วจำเลยที่ 1 ไปแจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่น เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 ว่า โฉนดที่ดินพิพาทสูญหายตามสำเนารายงานประจำวันเอกสารหมาย จ.10 นำไปเป็นหลักฐานขอใบแทนโฉนดที่ดินแปลงพิพาท ทั้งที่ขณะนั้นโฉนดที่ดินตัวจริงอยู่กับโจทก์ จากนั้นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อของตนโดยใช้ใบแทนโฉนดที่ดินเป็นหลักฐาน การได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นการได้มาโดยทุจริอาศัยคำสั่งศาลที่สั่งโดยหลงผิดและการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายคง ย่อมเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทในการจัดการมรดก จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของนายคง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ จะทำนิติกรรมใดๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปรับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของนายคงมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม และเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธรับมรดกของนายคง ไม่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยสุจริตามข้อกำหนดในพินัยกรรมา แต่เป็นการทำนิติกรราให้จำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของนายคง อันเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722  นิตกรรมการโอนตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นเลย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของกองมรดกของนายคงอยู่ตามเดิม หาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเสียแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวก็ไม่มีสสิทธิ์จะเอาที่ดินพิพาทไปจำนองแก่ผู้ใดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 (ธนาคารผู้รับจำนอง---ทนายลีนนท์--) เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่  1 ในฐานะส่วนตัว ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธจะจำนองได้ ย่อมไม่เกิดผลให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิตามนิติกรรมจำนอง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริตก็ตาม ก็หามีผลให้จำเลยที่ 2 กลับมีสิทธิตามนิติกรรมจำนองไม่ การจำนองจึงไม่ผูกพันโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 13:41:31 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 8 (1102775)

มาตรา 1719   ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

----------------------------------------------------------------

 

   ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม  และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือ เพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 13:48:09 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 9 (1102777)

มาตรา 1722 ประมวลกฎหมายแพ่งแลพาณิชย์

-----------------------------------------------------------

 

     ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาไม่ไม่   เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 13:50:32 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 10 (1102780)

มาตรา 150  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

----------------------------------------------------------

 

      การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หริอศีลธรรมอันดีของประชาชน  การนั้นเป็นโมฆะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 13:53:11 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 11 (1102789)

คำพิพากษาฎีกาที่ 9295/2547

--------------------------------------

 

โจทกืฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมพงษ์ ผู้ตาย จำเลยที่  1 เป็นผู้จัดการมรดกของเรือตรีประสิทธ์ ซึ่งเดิมเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 3648 และ 10543 ของผู้ตาย กับยึดถือโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงไว้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3648 แ

 10543 ตำบลโกรกกราก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร คืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และให้ จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 3.000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน

 

จำเลฃยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ  ขอให้ยกฟ้อง

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 14:04:10 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 12 (1102795)

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลฃยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3648 และ 10583 ตำบลโกรกกราก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร คืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3.000 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์

 

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

 

จำเลยทั้งสองฎีกา

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 14:10:22 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 13 (1102805)
     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายสมพงษ์ผู้ตายได้รับรองแล้วส่วนเรือตรีประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และเป็นสามีของจำเลยที่ 2 นั้นเป็นพี่ของผู้ตาย เดิมที่ดินพิ พาทโฉนดเลขที่ 3648 และ 10583 ตำบลโกรกกราก มีชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2531 นายสมพงษ์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเรือตรีประสิทธิ์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาในปี 2532 เรือตรีประสิทธิ์ได้ ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 50 ก. ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3648 และเรือตรีประสิทธิ์ กับจำเลยทั้สองได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านหลังดังกล่าว ปี 2534 เรือตรีประสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของตน จากนั้นในปี 2537 เรือตรีประสิทธิ์ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยึดถือโฉนดที่ดินพิพาท ทั้งสองแปลงไว้ ต่อมาปี 2540 ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมพงษ์  โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3648 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนโจทก์ 
ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 14:24:36 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 14 (1102833)

     มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายสมพงษ์หรือไม่  เห็นว่าเมื่อผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรม แม้โจทก์จะเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายสมพงษ์ แต่นายสมพงษ์ก็ได้รับรองแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย  โจทก์จึงเป็นทายาทโดยธรรามลำดับที่ (1) มีสิทธิได้รับมรดกก่อนเรือตรีประสิทธิซค่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ (3) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 และย่อมส่งผลให้เรือตรีประสิทธิ์ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายสมพงษ์ ผู้ตายแลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง เรือตรีประสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีเพียงสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719  ซึ่งบจะต้องแบ่งส่วนมรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิในมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น การที่เรือตรีคประสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่ตนเองทั้งที่ไม่มีสิทธิรับมรดกดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจไม่มีผลผูกพันแต่ประการใด ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่เรือตรีประสิทธิ์โอนที่ดินมรดกทั้งสองแปลงให้แก่ตนเองเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่เรือตรีประสิทธิ์เอาเงินส่วนตัวชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแทนกองมรดกอันเป็นการจัดการมรดกทั่วไป ซึ่งผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำได้ ไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดก ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเรือตรีประสิทธิ์ มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า

            โจทก์มีนางสาวลัก ซึ่งเป็นบุตรของเรือตรีประสิทธิ์กับนางสุ เป็นพยานเบิกความว่า เรือตรีประสิทธิ์ได้ขายที่ดินมรดกไป 1 แปลง เพื่อเอาเงบินมาไถ่ถอนจำนองที่ดินมรดกอีก 2 แปลง ซึ่งตามสารบัญจดทะเบียนที่ดินทั้งสองแปลง ก็ปรากฎว่าเรือตรีประสิทธิ์ได้โอนที่ดินมรดกทั้งสองแปลงให้เป็นของตนเองในระหว่างจำนอง  ต่อมาในปี 2535 จึงไถ่ถอนจำนอง  หากเรือตรีประสิทธิ์ เอาเงินส่วนตัวไถ่ถอนจำนองจริง ก็น่าจะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองก่อนที่จะมีการโอนที่ดินมรดกเป็นของตน กรณีจึงน่าเชื่อตามคำเบิกความของนางสาวลัก ว่าที่เรือตรีประสิทธิ์เอาเงินที่ขายที่ดินมรดกไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง

  นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 ยังห้ามผู้จัดการมรดกมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เว้นแต่จะมีพินัยกรรมอนุญาตหรือได้รับอนุญาตจากศาล  การที่เรือตรีประสิทธิ์ทำนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองซึ่งไม่ใช่ทายาท ถึงแม้จะเป็นการตอบแทนการเอาเงินส่วนตัวชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแทนกองมรดกอันเป็นการจัดการมรดกทั่วไปตามที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกา  ก็ไม่มีอำนาจกระทำเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกเมื่อผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมอนุญาต และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลย่อมตกเป็นโมฆะจึงไม่ทำให้เรือตรีประสิทธิ์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกทั้งสองแปลงโดยนิติกรรมแต่ประการใด  ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงยังคงเป็นมรดกของผู้ตายและโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฏีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 15:02:58 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 15 (1102857)

           ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า  ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่  ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ คดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่และพาณิชย์ มาตรา 1754 และ การฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกต้องฟ้องภายใน 5 ปี โจทก์ฟ้องเกินกำหนดจึงขาดอายุความตามมาตรา 1733 นั้น เห็นว่า บุคคลจะยกอายุความคดีมรดกขึ้นต่อสู้ได้จะต้องเป็นบุคคลซึ่งเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดก หรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท หรือ โดยผู้จัดการมรดกเท่านั้น ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 แต่เรือตรีประสิทธิ์ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น  และจำเลยทั้งสองก็เป็นเพียงทายาทของเรือตรีประสิทธ์ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเช่นกัน จึงไม่อาจยกอายุความคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นตัดฟ้องโจทก์ได้  ทั้งคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารใสห้ออกจากที่ดินมรดก และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินมรดกคืน มิได้ฟ้องเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกของเรือตรีประสิทธิ์เพื่อให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทต้องรับผิดแต่อย่างใด จึงนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 มาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

 

พิพากษายืน

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 15:21:45 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 16 (1102860)

มาตรา 1627 ประมวลกฎหมายแพ่งแลพาณิชย์

----------------------------------------------------------

 

     บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 15:26:28 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 17 (1102874)

มาตรา 1629  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

-----------------------------------------------------------

 

ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้นและภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา (ของผู้ตาย--ทนายลีนนท์)

(3)พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

(5) ปู่ ย่า ตา ยาย

(6) ลุง ป้า น้า อา

 

     คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายไต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 15:33:47 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 18 (1102884)

มาตรา 1630 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

----------------------------------------------------------

 

     ตราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

 

      แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กันแล้วแต่กรณี   และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 15:40:49 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 19 (1102907)

มาตรา 1635 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

----------------------------------------------------------

 

     ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

     (1)  ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

 (2)  ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง

 (3)  ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (4) หรือ (6) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา 1629 (5) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม

  (4)  ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 15:56:19 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 20 (1102911)

มาตรา 1754  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

--------------------------------------------------------

 

อายุความหนึ่งปีนั้น จะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่โดยบุคคลซึ่งเป็นทายาท  หรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สสิทธิของทายาท หรือโดยผู้จัดการมรดก

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 15:59:07 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 21 (1102914)

มาตรา 1733 วรรคสอง  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

-----------------------------------------------------------------------------

 

    คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 16:01:45 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 22 (1102918)

แก้ไข ความเห็นที่ 20 เป็น มาตรา 1755

------------------------------------------------------

 

มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

------------------------------------------------------------------------------

 

   ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือ ควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-09 16:06:53 IP : 124.121.110.244


ความเห็นที่ 23 (1104295)

การแบ่งทรัพย์มรกดระหว่างทายาทต้องแบ่งกันตามที่แต่ละคนมีสิทธิได้รับ การที่ทายาทอื่นมิได้เรียกร้องมาด้วยนั้นจะถือว่าทายาทอื่นนั้นสละมรดกหาได้ไม่

 

ทายาทอื่นที่ยังไม่รู้ว่าเจ้ามรดกตายก็สามารถมาฟ้องร้องเรียกส่วนของตนเองได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ทายาทอื่นนั้น (เพิ่งจะ) รู้ว่าเจ้ามรดกตายแต่ไม่เกินสิบปีนับแต่เจ้ามรดกตาย

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-11 12:26:57 IP : 124.121.115.10


ความเห็นที่ 24 (1104304)
    เมื่อผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองเพื่อจัดการทรัพย์สินและได้แบ่งปันหรือจัดการทรัพย์ตามหน้าที่สิ้นสุดแล้วทายาทอื่นต้องฟ้องเรียกทรัพย์มรดกภายในห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุด ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ประมาลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-11 12:36:54 IP : 124.121.115.10


ความเห็นที่ 25 (1104375)

     การทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากก็เพื่อมีจุดประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงปัญหายุ่งยากที่อาจตามมาในภายหลังได้

     การทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องมักง่ายนั้นอาจต้องเสียเวลาและเกิดข้อขัดข้องในภายหลังได้ แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ทำได้ก็ตาม แต่บุคคลต้องใช้สิทธิโดยสุจริต ดังคำพังเพยว่าไว้ "ต้องไปศาลด้วยมือสะอาด" นั่นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น ทนายลีนนท์ วันที่ตอบ 2007-08-11 14:17:36 IP : 124.121.115.10


ความเห็นที่ 26 (1147332)
สสส
ผู้แสดงความคิดเห็น ททท วันที่ตอบ 2007-09-06 12:03:58 IP : 203.172.243.227


ความเห็นที่ 27 (1347731)

ซื้อที่ดินไว้หลายปีแล้วไม่ได้โอนเนื่องจากมีภาระบางประการแต่เจ้าของที่ดินทำพินัยกรรมเอกสารเมืองไว้ให้ ตอนนี้ที่ดินหมดภาระแล้วและจะทำการโอนที่ดินให้ถูกต้อง อยากทราบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรก่อนเกี่ยวกับเรื่องโอนและพินัยกรรมเพราะเจ้าของที่ดินยังมีชีวิต

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ชูเกียรติ ม. วันที่ตอบ 2007-12-29 14:57:18 IP : 203.113.80.137


ความเห็นที่ 28 (2896818)

รับจำนอง-บ้านที่ดิน อาคารพาณิชย์คอนโดอพาร์ทเม้นท์ฝากขายให้วงเงินสูง 50-60 เปอร์เซ็น ของมูลค่าทรัพย์ เป็นนายทุนรับเองตัดสินใจทันทีดอกเบี้ยตกลงกันได้ที่ไปดูหลักทรัพย์แล้วเรารีไฟแนดอกเบี้ยต่ำ, อนุมัติเงินเร็วไม่ต้องส่งดอกเบี้ยทุกเดือนทั้งในกรุงเทพ-ต่างจังหวัดรับหมดติดต่อตลอด 24 ชม.0892221400 

ผู้แสดงความคิดเห็น ภาคิน วันที่ตอบ 2008-08-23 19:07:58 IP : 124.121.42.119


ความเห็นที่ 29 (3159413)

ชื่อเจ้ามรดกเปงชื่อแม่ของยาย(ทวด)เสียชีวิตแต่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้

ทวด มีลูกสามคนคือ1.ยาย  2.ตาทอง 3.ตาพวง

ต่อมาตาทองเสียชีวิต ตาทองมีลูก แต่ภายหลังจากตาทองตาย

ทางลูกของตาทองก็ไม่ได้ติดต่อมาทางญาติ

แล้วก่อนตายยทวดก็บอกว่าที่ดินตรงนี้จะให้คนที่อยู่กับแก่

ก็คือแม่แล้วแม่ทำมาตั้งแต่ก่อนทวดตาย

จนถึงวันนี้20ก่าปีแล้ว

พอยายตายจึงอยากโอนโฉนดให้เรียบร้อย

ถ้าสมมุติเราไม่ไปตามลูกตาทองได้มัย

เพราะเราก็ทำมาตลอดอยู่แล้ว

จะฟ้องครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่

หรือต้องทำอย่างไรได้บ้าง

ช่วยให้คำแนะนำด้วยค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อรุณ วันที่ตอบ 2010-03-31 18:33:59 IP : 124.120.78.119


ความเห็นที่ 30 (3222235)

ปู่ของหนูได้พูดกับพ่อว่าให้นา5ไร่ แต่พอปู่ตายเขาก็แบ่งมรดกกันไปแล้ว เราสามรถเรียกร้องที่นานั้นได้ไหม  เพราะชื่อบิดาของหนูที่อยู่ในทะเบียนบ้านนั้น คือ ชื่อปู่ค่ะ หนูอยากทราบว่าจะฟ้องร้องพ่อหนูเอาที่นานั้นดั้ยไหม เพราะเราก็เป็นลูกปู่เหมือนกัน

 

ผู้แสดงความคิดเห็น วรัตน์ดา เชื้อนุ่น (yoyo200080-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-10-28 17:01:50 IP : 192.168.50.101


ความเห็นที่ 31 (3317776)

อยากทราบ กรณีดิฉัน

มีบ้านอยู่ 1 หลัง สามีเป็นเจ้าบ้านแต่โฉนดนั้นเป็นชื่อพ่อของสามีแต่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว (เป็นผู้จัดการมรดก) อยากทราบถ้าต้องการเปลี่ยนชื่อผู้จัดการมรดกโฉนดดังกล่าว จะต้องทำอย่างไรบ้าง (สามีมีพี่น้อง 2 คน ) ดิฉันทราบแต่ว่าต้องทำการฟ้องผู้จัดการมรดกแต่มิทราบเรื่องค่าใช้จ่ายและขั้นตอนอื่น ๆ รบกวนคุณทนายใจดีท่านใดก็ได้ช่วยติดต่อกลับ  ที่เบอร์  089-5185071  คุณ ญ อยากทราบรายละเอียดจริง ๆ ค่ะ เพราะจะทำการต่อเติมบ้านด้วยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ญ (yingza2528-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-05-25 14:03:41 IP : 182.53.26.28


ความเห็นที่ 32 (3382993)

แมีมีลูก หก คน แม่เป็นผู้จัดการมรดกของพ่อ พ่อตายปี 2536 ต่อมาแม่ทำบันทึกจัดการมรดกขึ้น ลงวันที่ 14 กพ.2544 ระบุข้อความว่า

เรื่องบันทึกจัดการมรดก ข้าพเจ้านาง....เป็นผู้จัดกามรดกของนาย....ขอจัดทำบันทึกจัดการมรดกตามนี้ ข้อ1 ทรัพย์มรดกมีดังนี้คือ ข้อ1.1ที่ดินแปลงที่หนึ่ง เลขที่.... จำนวน....ไร่    ข้อ1.2 ที่ดินแปลงที่สอง เลขที่.... จำนวน...ไร่ ข้อ1.3  ที่ดินแปลงที่สาม .... ข้อ 2 ที่ดินมรดกตามข้อ 1 แบ่งปันมรดกดังนี้คือ  ข้อ 2.1 ที่ดินแปลงที่หนึ่งตามข้อ 1.1 นั้นเป็นของเจ้ามรดกกึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสของข้าฯ กึ่งหนึ่ง ยกให้นาง(ทายาท)แต่เพียงผู้เดียวุถือเป็นการชำระหนี้ของกองมรดก ข้อ 2.2 ที่ดินแปลงที่สองตามข้อ 1.2 นั้น เป็นของเจ้ามรดกกึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสข้าฯกึ่งหนึ่ง ยกให้นาย..(ทายาท) แต่เพียงผู้เดียวเนื่องจากพ่อสั่งไว้ก่อนตาย ข้อ 2.3 ที่ดินแปลงที่สามตามข้อ 1.3 เป็นของเจ้ามรดกกึ่งหนึ่งอีกกึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสข้าฯ ให้แบ่งออกเป็น ห้า ส่วนเท่า ๆ กัน ยกให้นาง(ทายาทคนที่ได้รับที่ดินแปลงที่หนึ่งไปแล้วนั้น) ...จบ..บันทึกฉบับนี้ทำขึ้นเป็นสองฉบับมอบให้

นาง...(ทายาทคนที่ได้รับที่ดินแปลงที่หนึ่งทั้งแปลงและแปลงที่สามบางส่วน) หนึ่ง ฉบับ และมอบให้นาย..(ทายาทอีกคนที่ได้รับที่ดินแปลงที่สองทั้งแปลง) ข้าฯผู้จัดการมรดกจึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยาน  ลงชื่อ....ผู้จัดการมรดก ลงชื่อ...พยานอีก สามคน ซึ่งพยานสามคนเป็นทหารข้างบ้านของนาง..ทายาทที่ได้รับที่ดินทั้งแปลงแต่เพียงผู้เดียวซึ่งเป็นลูกคนโตของผู้จัดการมรดก...จบ.. แล้วต่อมาก็พากันไปโอนตามบันทึกนี้ ทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินเมื่อวันที่ ๒๒ กพ. ต่อมาทายาทคนอื่น ๆ สังหรณ์ใจจึงทราบว่า มีการแอบโอนที่ดินมรดกเกิดขึ้นแล้ว โดยการหลอกแม่(ผุ้จัดการมรดก)ให้ทำการเช่นนี้ลงไป ทายาทอื่นไม่รู้ว่ามีบันทึกนีี้ จนกระทั่งติดตามเรื่องแล้วบังเอิญมีผู้บังคับบัญชาของลูกชายของพี่สาวคนโต นำไปอ้างต่อนายของเขาว่า ที่น้า ๆ มาตามหายายแล้วมาหาว่าผมวุ่นวายเรื่องมรดกของยาย นั้น ที่จริง ไม่ใช่ผมวุ่นวาย แต่เป็นการที่ยายมาทำบันทึกจัดการมรดกเป็นการใช้หนี้แม่ผมที่แม่ผมไปไถ่ถอนจำนองมาจากธนาคาร ตามหนังสือนี้นายดูสิ.. ว่าแล้ว

นายของเขาก็เก็บเอาเอกสารฉบับนั้น ไว้ แล้วเมื่อดิฉันซึ่งเป็นทายาท(น้องคนสุดท้อง) ไปติดต่อนายของหลานคนนี้ เรื่องตามหาผู้จัดการมรดกไม่เจอมาหลายวันแล้วต้องการพบกับแม่(ผู้จัดการมรดก)เกรงว่าจะได้รับอันตรายขณะเดียวกัน พี่น้องคนอื่น ๆ ก็ได้พากันไปเจ้งความตำรวจด้วยว่าแม่หายไป มีพิรุธสังสัยคิดว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องแอบทำอะไรไม่ดีมิชอบกับมรดกแน่  บันทึกฉบับนั้นของแม่จึงตกมาอยู่กับมือดิฉันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่ง มีการฟ้องร้อง ข้อหาว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอน ต่อมาศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ยื่นต่อศาลว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ชนะคดีเพียงฝ่ายเดียว (โจทก์คือ ทายาทสี่คนที่ไม่ได้รับมรดก จำเลยคือ แม่ฐานะผู้จัดการมรดก และอีกสองคนที่รับโอนแล้ว พอศาลยกฟ้องแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรต่อไปอีก เพราะแม่อายุมากแล้ว 84 ปี ประกอบกับมีโรคหอบหืดเรื้อรัง จึง

วุ่นวายอยุ่กับเรื่องสุขภาพของแม่มากกว่าจะติดตามเรื่องที่ดินมรดกนี้ จนกระทั่ง แม่ตายเมื่อ กพ.2551  ต่อมาดิฉันไปตรวจสอบดูที่สำนักงานที่ดิน ทราบว่า ที่ดินที่ถูกโอนไปนั้น มีอยู่แปลงที่สามที่ระบุด้านหลัง นส. ๓ ที่ดินว่า โอนให้นาง...1ใน 5 ส่วน ที่เหลือส่งคืนเจ้ามรดกตามเดิม

..จบ... ได้รับคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ที่ดินว่า  จะต้องตั้งผู้จัดการมรดกใหม่เนื่องจากมีเหตุขึดข้องว่า แม่(ผุ้จัดการมรดก) ยังจัดการมรดกไม่เสร็จ ถึงแก่กรรมก่อน ทายาทไม่สามารถรับมรดกได้แต่อย่างใด ส่วนเรื่องปัญหาว่า ที่มีการโอนที่ดินมรดกไปแล้วโดยชอบหรือไม่ นั้น ให้ทายาทฟ้องต่อศาลเพื่อมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งมาที่ดินจึงจะเพิกถอนการโอนแล้วดังกล่าวได้  ดิฉันจึงได้รับคำสั่งศาลเป็นผุ้จัดการมรดกของพ่อ ต่อมารวบรวมทรัพย์มรดกเห็นว่า ที่โอนไปนั้นไม่ถูกต้อง หลายประการและต้องการ ยกเลิกเพิกถอนการกระทำของแม่ที่ได้ถูกหลอกหรือโอนไปโดยไม่ถูกต้องนั้น แล้วจะแบ่งปันให้ถูกต้องจึงหนังสือแจ้งทายาททุกคนเพื่อทราบคำสั่งศาลแต่งตั้ง ผู้จัดการมรดกแล้วและจะรื้อการแบ่งมรดกใหม่เพื่อให้ถูกต้อง ปัญหาคือ ตัวที่ดินอยู่กับพี่อีกสองคนออกโฉนดแล้วสองแปลง เขาสองคนนี้ก็บอกว่า เขาได้รับโอนโดยชอบกฎหมายแล้ว

เพราะผู้จัดการมรดกเป็นผู้โอนให้เขาเอง  ผู้จัดการมรดกไม่เคยฟ้องเขาและผู้จัดการมรดกก็ตายแล้วด้วย  ขอให้ทายาที่เหลือรับแบ่งโอนเอาที่เหลืออีก สี่ ส่วนตามกำหนดไว้ ก็จะเป็นอันจบเรื่องแบ่งมรดกเสร็จสิ้นไปแล้วอย่ามากเรื่องเลย ให้ทายาทแต่ละคนเอาหลักฐานส่วนตัวไปรับโอนที่ที่ดินได้เลย กูจะแบ่งหรือโอนให้ ..ดิฉันเห็นว่าไม่ตรงตามเจ้าหน้าที่ดินแจ้งว่า ต้องแต่งตั้งผู้จัดการมรดกใหม่มิใช่แบบนี้แน่ ๆ เลย จึงไม่ได้จัดการตามนั้น และที่สำคัญก็มีปัญหาเรื่องที่ดินมรดกถูกแอบโอนเอาไปมีปัญหาเดิมอยู่ก่อนหน้าแล้ว  เมื่อดิฉันยื่นคำร้องต่อศาล ว่าการจัดการมรดกมีปัญหาเนื่องจาก ทรัพย์มรดกอยู่ที่สองคนนี้ ศาลมีคำสั่งในคำร้องว่า เนื่องจากผู้ร็องเป็นผู้จัดการมรดก ย่อมที่จะใช้สิทธทางศาลจัดการกับผู้ไม่ส่งมอบเอกสารสิทธิมรดกได้  ดิฉันจึงยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ว่า ขอให้ส่งมอบเอกสารสิทธิ บรรยายฟ้องว่า เนื่องจากทราบว่าทรัพย์

มรดก มีอยู่ที่สองคนนี้ถือเอกสารสิทธิมรดกไว้  ขอให้ศาลมีคำสั่งให้สองคนนี้ร่วมกันส่งมอบที่ดินเลขที่..... แก่โจทก็หากไม่ส่่งคืนขอให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองให้โจทก์ออกใบแทนที่ดินรวม ๓ แปลงดังกล่าวนั้น ได้ใหม่ต่อเ้จ้าพนักงานที่ดิน

ขอเรียนถาม/ปรึกษาทนายว่า ดิฉันทำแล้ว ถูกต้องหรือไม่ เพราะทำไปแล้วสงสัยว่า ศาลจะยกฟ้องหรือเปล่า เพราะไม่แน่ใจว่า ดิฉันได้แจ้งขุ้อมูลแก่ ทนายความผุ้ทำคำฟ้องให้ ถูกต้องตามเป้าหมายที่อยากให้ศาล มีคำสั่งให้ทรัพย์มรดกจากสองคนนั้น กลับมาเป็นทรัพยืมรดกตามเดิม

ความหมายที่ต้องการคือ แบบนี้ แล้วที่ฟ้องไป คำขอท้ายฟ้องถูกต้องหรือยัง  เกรงว่าจะถูกศาลยกฟ้องเอาเสียง่าย ๆเพราะไม่เข้าใจข้อหาคำฟ้อง และคำขอสามารถเป็นไปได้ในทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

 และวันนี้ ก็ได้รับคำแนะนำ อีกข้อหาหนึ่ง คือว่า นอกจากที่ฟ้องดังกล่าวข้างต้นแล้ว ดิฉันจะต้องยื่นคำร้องในคดีเดิมต่อศาลเว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ การจัดการมรดกของแม่ ที่ได้ทำไปแล้วนั้น เป็นโมฆะ ซึ่งการบรรยายก็ว่าไปว่า บันทึกฉบับนั้นไม่ถูกต้องอะไร และมีอะไรบ้างที่ว่าไม่ถูกต้อง มิชอบตามกฎหมายของการจัดการมรดก ว่าไป  ว่าไป ...โอย ปวดหัวจังเลย ทำไมต้องยื่นหลายครั้ง ทั้งที่ตอนนี้ศาลก็เพิ่งจะนัดพร้อมและก็ต้องยื่นเพิ่มเข้าไปอีก หากดีแล้วถูกต้องแล้วต้องทำแบบนี้ ก็นับว่าโชคดีมาก ๆ ที่มีคนบอกเอาบุญเพราะเป็นข้อสำคัญในคดีเรื่องการจัดการมรดกว่าอย่างนั้น ใช่หรือไม่ น่าสนใจมาก ๆ เลยนะคะ ทนาย แต่ดิฉันก็ไม่นิ่งนอนใจ นอนไม่หลับหลายวันแล้ว ว่า จะต้องทำให้ถูกต้อง ไม่อยากให้ผิดพลาดได้ พ่อตายปี 36 ตอนนี้ปี 55 จะ ยี่สืบปีแล้วดิฉันลูกคนสุดท้องยังไม่ได้อะไรกับเขาเลย อยากได้ก็ต้องฟ้องเอาขอเป็นผุ้จัดการมรดกเอาเอง พี่คนโตน่าไม่อายทำเสียไว้  แต่ก็ไม่รู้ว่า ดิฉันเข้าใจฝ่ายเดียว เขาอาจทำถูกต้องกฎหมายแล้วก็ได้ เพราะเขายื่นคำให้การว่า ผู้จดัการมรดกแบ่งปันมรดกถูกต้องแล้ว เขาได้รับมรดกถูกต้องแล้ว แต่ดิฉันก็แย้งว่า  ไม่ถูกต้องเพราะแบ่งมรดกยังไม่เสร็จสิ้นไป และแม่ไม่เคยแจ้งทายาทอื่นให้รู้ว่าได้แบ่งมรดกให้แล้ว นอกจากนี้บันทึกฉบับนั้น ก็มีเพียงสองฉบับโอนให้สองคนเท่านั้น จะว่าเป็นการแบ่งมรดกจัดการมรดกโดยถูกต้องแล้ว ชอบแล้วได้อย่างไร  ที่ดิฉันคิดเข้าใจแบบนี้ ใช่หรือไม่คะทนาย ดิฉันเข้าใจผิุดหรือไม่ ดิฉันไม่อยากเข้าข้างตนเองแบบผิด ๆ

คำถาม คือ การจัดการมรดกของแม่เป็นมาโดยถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ สามารถขอให้ศาลยกเลิกการจัดการมรดกของพ่อตามบันทึกของแม่ที่ทำขึ้นฉบับลงวันที่ 14 กพ. 44 นั้นได้หรือไม่ ที่ดินได้เปลี่ยนจาก นส.3 ชื่อพ่อ เป็นโฉนดชื่อเขาแล้วทำอย่างไรติดขัดเรื่องกฎหมายหรือไม่ ...โดยรวมแล้วปัญหา นี้ จะจัดการอย่างไร จึงจะทำให้การโอนที่ผ่านมาแล้วนั้น โมฆะ กฎหมายให้เราอ้างจุดปัญหาต่าง ๆ อะไรบ้าง ที่ศาลจะพอใจในหตุผลแล้วมีคำสั่งให้กับเราได้ว่า ดิฉัน ฐานะเป็นผุ้จัดการมรดกของพ่อ ต้องการจัดการมรดกใหม่เพื่อให้ถูกต้องและต้อการกู้ศักดิ์ศรีของแม่ว่า ไม่ให้แม่ขึ้นชื่อว่า เป็นคนที่ถูกหลอก(โดนหลอก) หรือถูกจับมือชก ให้โอนมรดกกให้กับคนขี้โกง (ลูกแท้ๆ โกงแม่ได้ โกงน้องได้ เป็นพี่คนโตอีกต่างหาก ) ขอความเมตตาจากทนายช่วยเหลือดิฉันตาดำ ๆ ด้วย เป็นน้องคนสุดท้องของเขา ไม่รุ้ว่าจะสู้หรือจะถอย 

ตั้งหลักไม่ถูก ความรุ้กฎหมายก็ไม่มี มีแต่ทนายทำให้ เวลาทนายก็น้อยนิด พูดอะไรไปก็สรุปว่าตามนี้นะ แล้วค่อยดูคำสั่งศาลอีกที ดิฉันก็กลัวว่าจะเสียหาย เพราะดิฉันเองผิดพลาดเอง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า เฝ้าแต่รอ จนแม่ตายตามพ่อไปแล้ว  ปัญหามรดกครอบครัวนี้ กว่า ยี่สิบปีแล้ว ขอความช่วยเหลือด้วย กราบขอบคุณอย่างยิ่ง สำหรับผู้มีพระคุณและมีใจเมตตาต่อข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้าในครั้งนี้                         

ผู้แสดงความคิดเห็น ศรีีรัตน์ วันที่ตอบ 2012-07-14 23:15:22 IP : 1.4.229.127



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.